JAI CRAFT DESIGN ศิลปะจากผู้สูงอายุสู่ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้หลักล้าน

Keyword:     craft  design  jai  ข่าวรายวัน  ผลิตภัณฑ์ 

JAI CRAFT DESIGN ศิลปะจากผู้สูงอายุสู่ผลิตภัณฑ์สร้างรายได้หลักล้าน

ศิลปะมีหลายแขนง และมีอยู่ทุกหนทุกแห่งบนพื้นที่ของโลกใบนี้  ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่จะเห็น อีกทั้งศิลปะยังไม่จำกัดเพศ และไม่จำกัดวัย ไม่ว่าจะเป็นวัยใดก็สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้งานศิลปะยังสามารถนำมาทำเป็นธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ อยู่ที่การดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ในการสรรค์สร้างให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ “ณภัทร เขียวชะอุ่ม” คือ หญิงสาวที่เลือกหยิบงานศิลปะโดยได้รับแรงบันดาลใจจากงานศิลปะของคุณพ่อ จึงชวนกันร่วมทำโปรเจ็กต์ผ้าพันคอลายศิลป์ และเริ่มต้นธุรกิจขึ้นมาภายใต้แบรนด์ “JAI CRAFT DESIGN” เพื่อนำเสนอต่อผู้บริโภค

 

 

จับงานศิลปะสร้างผลิตภัณฑ์

 

ณภัทร ผู้ก่อตั้งบริษัทใจ คราฟท์ ดีไซน์ จำกัด (JAI CRAFT DESIGN CO.,LTD.) เปิดเผยถึงที่มาที่ไปของไอเดียในการทำธุรกิจกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เดิมทีตัวเธอเองทำงานเป็นโปรดิวเซอร์โฆษณา และงานภาพนิ่งที่ครํ่าหวอดอยู่ในวงการมากว่า 10 ปี โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งต้องการแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับชีวิต และต้องการมีเวลาให้กับตัวเองมากขึ้น ประจวบเหมาะกับที่มาสะดุดใจกับงานศิลปะสีนํ้าของคุณพ่อชูศิษฎ์ เขียวชะอุ่ม จึงเกิดประกายไอเดียในการสร้างธุรกิจขึ้นมา และกลายเป็นแบรนด์ “JAI CRAFT DESIGN” หรือที่ลูกค้าที่นิยมเรียกสั้นๆว่า “JAI” (ใจ) ในที่สุด

 

“ในตอนนั้นคุณพ่อเกษียณอายุราชการมาได้ประมาณ 3 ปี  โดยมีกิจกรรมอย่างหนึ่งซึ่งตนไม่ได้เห็นคุณพ่อทำมานาน นั่นก็คือการจับพู่กันวาดภาพสีนํ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อรักมาก เพราะเคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะพลิกผันมารับราชการ กระทั่งเกษียณอายุราชการ แต่เมื่อท่านกลับมาจับพู่กันวาดรูปอีกครั้ง ภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากปลายพู่กันยังคงสวยงาม มีคุณค่า และสร้างแรงบันดาลใจหลายอย่างที่เกี่ยวกับมุมมองการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุรุ่นใหม่”

 

ผลิตภัณฑ์แรกที่นำเสนอต่อผู้บริโภคภายใต้แบรนด์ “JAI” คือผ้าพันคอ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค หลังจากนั้นจึงมีผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่มเติมออกมาอีกหลากหลาย ทั้งผ้าพันคอผ้าไหม, ผ้าพันคอผ้าซาติน,  ปลอกหมอนอิง, ภาพพิมพ์ตกแต่งบ้าน,โปสต์การ์ด และสมุดโน้ต โดยมีคำนิยามว่าเป็นผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านและไลฟ์สไตล์โปรดักต์ โดยผลงานการออกแบบลวดลายเกิดจากแรงบันดาลใจของผู้สูงอายุรุ่นใหม่ที่สร้าง สรรค์ด้วยประสบการณ์ชีวิตถ่ายทอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์, งานดีไซน์สำหรับคนรุ่นใหม่ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน”

 

รวมพลัง 2 เจเนอเรชัน

 

ณภัทร กล่าวต่อไปอีกว่า การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ “JAI” เป็นการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ โดยเป็นการทำงานระหว่างคน 2 เจเนอเรชันที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ซึ่งก็นำมาถึงอุปสรรคเรื่องวิธีการทำงานที่ไม่ค่อยจะตรงกันนัก ดังนั้นการทำความเข้าใจให้ทุกคนเห็นภาพจบเป็นภาพเดียวกันก่อนเริ่มงานเป็นสิ่งสำคัญมาก รวมถึงการวางแผนระยะเวลาในการทำงานด้วย โดยการทำงานออกแบบกับผู้สูงอายุต้องคำนึงถึงสภาพร่างกายของท่าน ต้องเข้าใจว่าการทำงานให้เสร็จชิ้นหนึ่งอาจจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติ ซึ่งแบรนด์จำเป็นต้องเข้าใจ และยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวนี้เสมอ

 

อย่างไรก็ดี อุปสรรคอีกข้อหนึ่งก็คือเรื่องการรับรู้ต่อแบรนด์ เนื่องจากยังมีลูกค้าอีกจำนวนมากที่คิดว่า “JAI” จำหน่ายเพียงแค่ผ้าพันคออย่างเดียว โดยไม่รู้ว่าในความเป็นจริงแล้วแบรนด์ต้องการนำเสนอผลงานศิลปะของผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น

 

“แนวคิดของ JAI คือ ต้องการจะสร้างงานศิลปะร่วมกับกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ออกมาให้เป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้ (Wearable Art) และสร้างคุณค่าให้กับทั้งนักออกแบบและผู้ใช้ไปพร้อมกัน โดยปัจจุบันมีคุณพ่อและคุณน้าที่เป็นผู้สูงอายุ 2 ท่านเป็นกำลังหลักในการวาดภาพ อย่างไรก็ดี ได้มีการพูดคุยกับผู้สูงอายุอีกประมาณ 2-3 ท่าน เพื่อให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ รองรับการขยายตลาด โดยที่บริษัทเปิดกว้างพร้อมรับผู้สูงอายุที่มีใจรักในงานศิลปะ แบบที่ไม่ใช่ศิลปิน เพราะเราต้องการแบ่งโอกาส และความสุขโดยมีศิลปะเป็นตัวเชื่อม”

 

เพิ่มช่องทางเข้าถึงผู้บริโภค

 

สำหรับช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น จะมีทั้งในรูปแบบของออนไลน์ ซึ่งจะดำเนินการผ่านเฟซบุ๊ก(Jai.craftdesign), อินสตาแกรม หรือไอจี (jai.craftdesign), ไลน์แอด และเว็บไซต์ (www.jaicraftdesign.com) นอกจากนั้นก็มีการออกบูธตามสถานที่ต่างๆ ส่วนในปีนี้การขยายช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยแบรนด์ได้มีโอกาสเข้าไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ห้างเอ็มโพเรียม (Emporium) ตามโครงการ THAI AIM ร่วมกับอีก 20 แบรนด์ที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงการวางจำหน่ายที่ซีนสเปซ (Seen Space) หัวหิน และที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยที่เชียงใหม่ (Maiiam Museum)

 

ล่าสุดบริษัทกำลังมี pop-up shop เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในห้างเกษรวิลเลจ (Gatsorn Village) และกำลังส่งโพรไฟล์ให้กับห้างสยามดิสคัฟเวอรี่ (Siam Discovery) เพื่อพิจารณาในการนำผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่าย นอกจากนี้ ก็จะมุ่งเน้นการออกงานแสดงสินค้า หรืองานแฟร์ให้เพิ่มมากขึ้น พร้อมรับออกแบบและผลิตให้กับหน่วยงาน หรือกลุ่มที่สนใจในรูปแบบของ B2B และการรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับลูกค้าที่สนใจต้องการได้ผลิตภัณฑ์แบบมีเรื่องราวที่สื่อสารออกมาผ่านผลิตภัณฑ์

 

ขณะที่คอลเลกชันในปีนี้จะเป็นการนำเสนอโดยผ่านวัตถุดิบที่ทำมาจากผ้าไหมอีรี่ (Eri Silk) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นเส้นไหมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Threads of Life” โดยลวดลายของผ้าจะถูกออกแบบภายใต้แนวคิดมาจากวงจรชีวิตของไหมอีรี่ จากกระบวนการธรรมชาติ ตั้งแต่เกิด จนกระทั่งเติบโต และผลิตเส้นใยที่มีคุณภาพ โดยไหมอีรี่เป็นไหมป่าเพียงชนิดเดียวที่สามารถเลี้ยงได้ครบวงจรชีวิต เพื่อนำเส้นไหมมาใช้ประโยชน์ ซึ่งจะเป็นเส้นไหมที่มีความแข็งแรง คงทน และสวยงาม และจะมีอีกหนึ่งคอลเลกชันในช่วงครึ่งปีหลัง โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนของการคิดคอนเซ็ปต์ของผลิตภัณฑ์ว่าจะให้ออกมาในรูปแบบใดในการนำเสนอ

 


ส่วนการขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศนั้น จากการที่ได้ไปออกงานที่ประเทศฮ่องกงที่ได้รับความสนใจจากลูกค้าเป็นจำนวนมากที่ติดต่อกลับมาผ่านทางอี-เมล์เพื่อสอบถามเรื่องของราคา โดยขั้นตอนในปัจจุบันกำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการ นอกจากนี้บริษัทยังจะพยายามเข้าร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ของภาครัฐที่จะมีโครงการนำผู้ประกอบการไปออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ เช่น กรมส่งเสริมการส่งออก เป็นต้น

 

เล็งสร้างรายได้หลักล้านบาท

 

ณภัทร กล่าวอีกว่า จากกลยุทธ์ในการทำตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีรายได้เป็นหลักล้านบาทในปีนี้ จากเดิมที่บริษัทเริ่มเปิดดำเนินการมาในปีที่ผ่านมา ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 6-7 แสนบาท โดยเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุประมาณ 28-45 ปีที่ประกอบอาชีพเป็นระดับผู้จัดการ รวมถึงผู้บริหารระดับสูง เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีราคาที่ค่อนข้างสูง และมีกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่นบ้าง เพราะบางลายหรือบางผลิตภัณฑ์ก็เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น

 

ส่วนหลักคิดในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น มองว่ามาจากความแข็งแรงของแบรนด์ที่มีเรื่องราวน่าสนใจจากงานของผู้สูงอายุ และเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย เพราะทุกคนจะมีผู้สูงอายุอยู่ใกล้ตัวอยู่แล้ว โดยมาจาก 2 ส่วนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญขอผลิตภัณฑ์ได้แก่ 1.คน ซึ่งหมายถึงนักออกแบบที่เป็นผู้สูงอายุ และ 2.วัตถุดิบ ซึ่งแบรนด์จะเน้นที่เป็นของไทย ผลิตในไทย โดยนำทั้ง 2 ส่วนมาหลอมรวมกันให้เกิดสิ่งใหม่ที่มีคุณค่าจากความคิดสร้างสรรค์

 

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 38 ฉบับที่ 3369 วันที่ 27-30 พ.ค. 61_http://www.thansettakij.com/content/284221

 

Share this Post:
View article: 7