สถานการณ์การนำเข้าส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยปี 2560

Keyword:     git  การนำเข้า  การส่งออก  นำเข้าส่งออกอัญมณี  ปี 2560  สถานการณ์  อัญมณี&เครื่องนุ่งห่ม  อุตสาหกรรม 

สถานการณ์การนำเข้าส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยปี 2560

ในภาพรวมมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของไทยลดลงร้อยละ 9.92 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 75.19 โดยทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูปเป็นสินค้าหลักทั้งในด้านการส่งออกและนำเข้าแต่หากพิจารณามูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยไม่รวมทองคำฯ จะพบว่าขยายตัวสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 2.15 อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกในปี 2561 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากปี 2560 จากปัจจัยบวกเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยรวมทยอยฟื้นตัว ทำให้กำลังซื้อบางส่วนกลับมา อีกทั้งภาครัฐดำเนินมาตรการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อเตรียมพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าโลกในอีก 5 ปีข้างหน้าขณะที่อาจได้รับปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการเมืองในยุโรป ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ภัยธรรมชาติและภัยก่อการร้าย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค รวมถึงค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

แผนภาพที่ 1 แสดงตลาดส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยในปี 2560

ที่มา: กรมศุลกากร ประมวลผลโดยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

สถานการณ์การส่งออก

สินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุดในปี 2560 คือ ทองคำที่ยังมิได้ขึ้นรูปหรือทองคำกึ่งสำเร็จรูปในสัดส่วนร้อยละ 44.54 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยโดยรวมหากแต่มีมูลค่าลดลงร้อยละ 21.48 อันเนื่องมาจากมูลค่าการส่งออกทองคำในช่วงไตรมาส 1,2 และ 4 ของปี 2560 ลดลงร้อยละ 37.67, ร้อยละ 45.81และร้อยละ 47.55 ตามลำดับเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกทองคำตลอดปี 2560 อยู่ในแนวลบ แม้ว่าภาพรวมราคาทองคำในปี 2560 จะปรับตัวในแนวบวก หากแต่ปรับตัวขึ้นไม่มากนัก โดยราคาทองคำเฉลี่ยตลอดปี 2560 อยู่ที่ระดับ 1,257.12 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ (http://www.kitco.com) เพิ่มขึ้นจากปี 2559 เพียงร้อยละ 0.51 ในขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง จึงทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในทองคำ และหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงแทน

ทั้งนี้ ตลาดหลักส่งออกทองคำฯ ของไทย คือ สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดกว่าร้อยละ 57มีมูลค่าลดลงร้อยละ 20 รองลงมาคือ กัมพูชาเติบโตได้ร้อยละ 26.97 และสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงร้อยละ 45.45

เครื่องประดับแท้ เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญเป็นอันดับ 2 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.61 ของมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไทยเติบโตสูงขึ้นร้อยละ 2.96 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งหากแยกพิจารณาในสินค้ารายการสำคัญพบว่า

เครื่องประดับทองปรับตัวลดลงร้อยละ 3.71 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากอุปสงค์ต่อเครื่องประดับทองอ่อนแอตามความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ไทยส่งออกไปยังหลายตลาดสำคัญได้ลดลง โดยเฉพาะตลาดหลักใน 3 อันดับแรกอย่างฮ่องกงสหรัฐอเมริกา และสหรัฐ-อาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงสหราชอาณาจักรตลาดในอันดับ 5 ล้วนมีมูลค่าหดตัวลงร้อยละ 1.69, ร้อยละ 8.64, ร้อยละ 30.31 และร้อยละ 10.15ตามลำดับนอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยลดลง ส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาลเก็บภาษีนำเข้าเครื่องประดับทองร้อยละ 5 อย่างจริงจัง จากเดิมที่เคยผ่อนผันให้เสียภาษีนำเข้าไม่เกินร้อยละ 1 มีผลทำให้เครื่องประดับทองนำเข้ามีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป รัฐบาลได้เริ่มเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้าทุกชนิดรวมถึงอัญมณีและเครื่องประดับร้อยละ 5 ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ลดการนำเข้าเครื่องประดับทองจากไทยลงต่อเนื่องในปี 2561 ส่วนสวิตเซอร์แลนด์ ตลาดในอันดับ 4 ผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ และส่วนใหญ่นิยมเครื่องประดับทองไทยจึงยังสามารถส่งออกเครื่องประดับทองไปยังสวิตเซอร์แลนด์ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.60

เครื่องประดับเงินขยายตัวร้อยละ 14.76 จากการส่งออกไปยังเยอรมนี ออสเตรเลีย จีน และฮ่องกง ตลาดในอันดับ 2, 3, 4 และ 5 ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.25, ร้อยละ 53.19, ร้อยละ 94.62 และร้อยละ 48.37 ตามลำดับ โดยส่วนหนึ่งอาจมีผลมาจากเครื่องประดับเงินมีราคาถูกลงเนื่องจากราคาโลหะเงินปรับตัวลดลง โดยในปี 2560 โลหะเงินมีราคาเฉลี่ยลดลงราวร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการซื้อเครื่องประดับเงินเพิ่มขึ้น ในขณะที่การส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ตลาดในอันดับ 1 มีมูลค่าลดลงต่อเนื่องร้อยละ 1.86 ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในสหรัฐฯ และมักซื้อเครื่องประดับเงินมีจำนวนลดลง จึงทำให้มีการใช้จ่ายซื้อสินค้าเครื่องประดับเงินลดลง อีกส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์ของผู้บริโภคชาวอเมริกันลดลง เนื่องจากยังไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ จึงทำให้ผู้ซื้อนำเข้าเครื่องประดับเงินจากไทยลดลง

เครื่องประดับแพลทินัมหดตัวลงร้อยละ 22.36 อันเป็นผลมาจากการส่งออกไปยังญี่ปุ่นซึ่งครองส่วนแบ่งสูงสุดเกือบครึ่งหนึ่ง ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรตลาดในอันดับ 2, 3 และ 4 ที่ต่างปรับตัวลดลงร้อยละ 18.39, ร้อยละ 34.53, ร้อยละ 44.86 และร้อยละ 15.19 ตามลำดับ ทั้งนี้ เครื่องประดับแพลทินัมเป็นที่นิยมในกลุ่มคู่แต่งงาน แต่เนื่องจากปัจจุบันหนุ่มสาวในประเทศดังกล่าวข้างต้นครองตัวเป็นโสดมากขึ้นหรือแต่งงานช้าลงโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีแนวโน้มแต่งงานน้อยลงทุกปี และในปี 2560 มีจำนวนคู่แต่งงานลดลงราวร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ความต้องการเครื่องประดับแพลทินัมจึงน้อยลง ส่งผลให้ไทยส่งออกไปได้ลดลง ทั้งนี้ World Platinum Investment Council ได้ประมาณการว่า ยอดขายเครื่องประดับแพลทินัมของโลกในปีนี้ลดลงร้อยละ 1 แต่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้นราวร้อยละ 3 ใน ปี 2561 จากแรงขับเคลื่อนของอุปสงค์ชาวอินเดีย และจีน ซึ่งนับเป็นตลาดผู้บริโภคเครื่องประดับแพลทินัมขนาดใหญ่ของโลก

เพชร เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญในอันดับที่ 3 ในสัดส่วนร้อยละ 12.19 และปรับตัวลดลงร้อยละ 6.39 จากการส่งออกเพชรเจียระไนซึ่งเป็นสินค้าหลักในหมวดนี้ได้ลดลงร้อยละ 6.29 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนหนึ่งมาจากอุปสงค์ในตลาดชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก อีกส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคมีความกังวลกับเพชรสังเคราะห์ที่ปะปนอยู่ในท้องตลาดจำนวนมากจนทำให้ไม่มั่นใจในการซื้อเพชรเจียระไน หรืออาจเป็นผลมาจากผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะชาวสหรัฐฯ ที่บริโภคเพชรสังเคราะห์ (lab-grown diamonds) มากขึ้นอีกทั้งราคาเพชรเฉลี่ยลดลง โดยราคาเฉลี่ยเพชรขนาด 0.3 และ 0.5 กะรัตลดลงร้อยละ 0.1 และร้อยละ 17.8 ตามลำดับ ส่วนเพชรขนาด 1 กะรัตลดลงร้อยละ 5.3 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (RAPAPORT, มกราคม 2561) เหล่านี้มีผลให้ไทยส่งออกไปยังตลาดสำคัญได้ลดลง ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง เบลเยียม สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสหรัฐอเมริกา ตลาดในอันดับที่ 1, 2, 4 และ 5 ที่ต่างมีมูลค่าหดตัวลงร้อยละ 8.41, ร้อยละ 0.55, ร้อยละ 20.67 และร้อยละ 17.88 ตามลำดับ ส่วนตลาดที่ยังขยายตัวได้คืออินเดียซึ่งเป็นตลาดในอันดับที่ 3 มีมูลค่าเติบโตได้ร้อยละ 10.44

พลอยสี เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ด้วยสัดส่วนร้อยละ 9.34 ขยายตัวได้ร้อยละ 12.41 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าทั้งนี้ หากแยกพิจารณาเป็นรายผลิตภัณฑ์ พบว่า

พลอยเนื้อแข็งเจียระไน (ทับทิม แซปไฟร์ และมรกต) เพิ่มขึ้นร้อยละ 22.23 โดยไทยส่งออกทับทิมราวร้อยละ 43 ด้วยมูลค่าเติบโตร้อยละ 27.15 และเป็นการส่งออกแซปไฟร์ในสัดส่วนราวร้อยละ 40 ขยายตัวสูงขึ้นร้อยละ 17.64 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกพลอยเนื้อแข็งเจียระไนที่เติบโตได้ดีนั้นเนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดสำคัญส่วนใหญ่ได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตลาดหลักใน 5 อันดับแรกอย่างฮ่องกงที่ครองส่วนแบ่งสูงสุดราวร้อยละ 56สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ อินเดียและจีน ที่ล้วนเติบโตได้ร้อยละ 32.28, ร้อยละ 15.69, ร้อยละ 14.91, ร้อยละ 44.56และร้อยละ 40.17 ตามลำดับสะท้อนถึงความต้องการสินค้าพลอยเนื้อแข็งเจียระไนจากไทยที่ยังมีอยู่มากในตลาดโลก

พลอยเนื้ออ่อนเจียระไนหดตัวลงร้อยละ 3.87 โดยเป็นผลจากการส่งออกไปยังฮ่องกงสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และจีน ตลาดในอันดับที่ 1, 2, 3 และ 5 ที่ต่างมีมูลค่าลดลงร้อยละ 4.68, ร้อยละ 15.18, ร้อยละ 5.64และร้อยละ 5.63 ตามลำดับขณะที่การส่งออกไปยังอินเดีย ซึ่งอยู่ในอันดับ 4 ยังสามารถเติบโตได้ร้อยละ 42.66

เครื่องประดับเทียม เป็นสินค้าส่งออกในอันดับที่ 5 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.66 และมีมูลค่าลดลงร้อยละ 16.21เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการส่งออกไปยังลิกเตนสไตน์ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ตลาดในอันดับ 1, 2, 3 และ 5 ได้ลดลงร้อยละ 10.57, ร้อยละ 7.35, ร้อยละ 31.18และร้อยละ 47.96 ตามลำดับ ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจผันผวน ทำให้ผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นกลางชะลอการใช้จ่ายซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น อีกส่วนหนึ่งอาจมาจากผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทยอย่างบริษัท แมรีกอท จิวเวลรี่ (ประเทศไทย) จำกัด (บริษัทในเครือสวารอฟกี้) ซึ่งมีโรงงานอีกแห่งหนึ่งในเวียดนาม อาจส่งออกสินค้าจากเวียดนามไปยังประเทศดังกล่าวแทนการส่งออกจากไทยมากขึ้น สะท้อนได้จากสถิติส่งออกเครื่องประดับเทียมของเวียดนามตามรายงานข้อมูลสถิติของ Global Trade Atlas ที่เติบโตในแนวบวก

 

(โดยมีรายละเอียดตามแนบ)

 

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

30 มกราคม 2561

 

*พิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 71 ว่าด้วย “ไข่มุกธรรมชาติหรือไข่มุกเลี้ยง รัตนชาติหรือกึ่งรัตนชาติ โลหะมีค่า โลหะที่หุ้มติดด้วยโลหะมีค่า และของที่ทำด้วยของดังกล่าว เครื่องเพชรพลอย และรูปพรรณที่เป็นของเทียม เหรียญกษาปณ์”






 

Share this Post:
View article: 36