ภาษาค่าสีกลาง ที่มาและเรื่องราวของแพนโทน (Pantone)

Keyword:     news  pantone  ข่าวรายวัน 

ภาษาค่าสีกลาง ที่มาและเรื่องราวของแพนโทน (Pantone)

 

หากใครยังจำฉากในภาพยนตร์เรื่อง The Devil wear Prada ฉากที่มิแรนด้าว่ากล่าวนางเอกเรื่องสีเสื้อสเว็ตเตอร์ ในฉากนั้นมีบทพูดว่า “แต่ที่ไม่รู้คือสีเสื้อนั้นไม่ใช่แค่สีฟ้า ไม่ใช่สีเทอควอยซ์ ไม่ใช่แลพิส (หินแร่ชนิดหนึ่งมีสีน้ำเงินสด) แต่เป็นสีเซรูลีน หรือสีฟ้าสด (pantone 15-4020) ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของเฉดสีในอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่นับเป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สีที่ถูกต้องเพื่อสร้างมูลค่า

 

333.jpg

 

แพนโทน (Pantone) เป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยสื่อสารสีที่แตกต่างกันได้อย่างถูกต้องและแม่นยำบนความเข้าใจที่ตรงกัน เพื่อให้ตลอดกระบวนการผลิตนั้นมี “ภาษากลาง” ที่ใช้สื่อสารกัน

 

ย้อนกลับไปในปี 1956 ลอวเรนซ์ เฮอเบิร์ท (Lawrence Herbert) ผู้เป็นนักชีววิทยา นักศึกษาสาขาเคมี และทหารที่รบในสงครามเวียดนาม เขาเข้ามาทำงานพาร์ทไทม์ในโรงพิมพ์ M&J Levine Advertising เพื่อรอเข้าเรียนเป็นแพทย์ โดยโรงพิมพ์นี้รับผลิตสื่อให้กับวงการแฟชั่น เครื่องสำอางค์ และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เฮอเบิร์ทได้รับหน้าที่เป็นผู้จับคู่สีถุงน่อง และเลือกสีที่จะเอามาแสดงหน้าร้าน ดังนั้นงานของเขาจึงเป็นการจับคู่สีให้ถูกต้อง รวมถึงต้องถูกต้องในเอกสารส่งงานด้วย ซึ่งทำให้เขาต้องผสมเม็ดสีกว่า 60 เม็ดด้วยมือในการให้ได้เป็นสีหนึ่งๆ ขึ้นมา ซึ่งเพียง 1 สี อย่างเช่นสีเบจ ชื่อของหมึกเม็ดสีนั้นก็มีหลายคำ ไม่ว่าจะเป็น “สีธัญพืช” “สีเทาเจือน้ำตาล” หรือ “สีครีม” เฮอเบิร์ทพบปัญหามากในการผสมสีให้ถูกต้องหรือมีความสม่ำเสมอเท่ากัน ทำให้ในทุกครั้งที่เขาต้องผสมสี พื้นในห้องทำงานนั้นจะเต็มไปด้วยถังหมึกเม็ดสีนับพันถัง แค่เพียงเพื่อทดสอบ จากปัญหาจึงเป็นที่มาของไอเดียว่า ทำไมถึงไม่สร้างภาษากลางให้กับสีสัน เขาจึงทุ่มเทเต็มที่ไปกับการแก้ไขปัญหานี้ให้ได้

 

444.jpg

 

เขาเลยจินตนาการถึงโรงพิมพ์ ผู้ผลิตเม็ดสี นักออกแบบที่พูดและสื่อสารด้วยภาษากลางเดียวกัน ทำให้เขาออกแบบระบบคัดแยกสีด้วยตัวเลข ตามจำนวนเฉดของแต่ละสี โดยผลิตเป็นหนังสือขึ้นมาชื่อว่า Pantone 123

 

555.jpg

 

การคิดค้นแพนโทนของฮาร์เบิร์ทจึงเป็นชัยชนะให้กับนักออกแบบและกระบวนการพิมพ์ เป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาการจับคู่สีที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด ยกตัวอย่างเช่นกรณีของฟิล์มโกดัก (Kodak) ที่บรรจุภัณฑ์ถูกกระจายการผลิตไปตามโรงพิมพ์หลายแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็พิมพ์สีเหลืองในแบบของตัวเอง ทำให้ผู้ที่ซื้อฟิล์มคิดว่ากล่องที่สีเหลืองเข้มกว่านั้นเป็นเพราะเก่าเก็บ จนโกดักตัดสินใจใช้ระบบสีแพนโทน (Pantone Matching System) ทำให้บรรจุภัณฑ์กล่องฟิล์มทั้งหมดนั้นเป็นสีเหลืองเดียวกันหรืออย่างแบรนด์อื่นๆ ที่ผู้บริโภคนั้นจดจำสีได้  จึงจำเป็นต้องเป็นสีเดียวที่ถูกต้องในทุกช่องทางการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น สตาร์บัคส์ (pantone 3425)

 

666.jpg

 

นอกจากนี้แพนโทนยังดำเนินงานออกมาอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง Color of The Year มีสถาบันศึกษาและให้คำปรึกษาด้านสีกับธุรกิจต่างๆ อย่าง Pantone Color Institute โรงแรมแพนโทน ร้านกาแฟ ผลิตภัณฑ์อย่างแก้วกาแฟ เคสโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงคีย์บอร์ด

 

777.jpg

 

หนึ่งในตัววัดค่าความสำเร็จของแพนโทนคือการที่ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ยังมองเห็นคุณค่าและใช้แพนโทนในฐานะที่เป็นเครื่องมือและเพื่อนคู่คิดงาน แพนโทนเองก็พร้อมเป็นผู้ช่วยคนสำคัญและเติบโตไปด้วยกันกับไอเดียที่มี จากอดีตถึงปัจจุบันจะเห็นได้ว่าแพนโทนไม่เคยหยุดยั้งที่จะพัฒนาตัวเองให้เข้ากับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น และแพนโทนเองเป็นหนึ่งในข้อพิสูจน์แล้วว่า พลังของสีนั้นมีมากพอที่จะทำให้ผู้คนจดจำและกำหนดอารมณ์ความรู้สึกได้ของผู้มองได้จริง

 

888.jpg

 

ในเว็บไซต์แพนโทนมีอัพเดตเทรนด์และข้อมูลเกี่ยวกับสีในมิติต่างๆ ให้อ่าน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ pantone.com

 

เรื่อง : Kamolkarn Kosolkarn

ที่มา : GQ Magazine

 

Share this Post:
View article: 59