เอกชนมองเศรษฐกิจไทยปี 2560 โตไม่ถึง 4% ตามเป้ารัฐบาล

Keyword:     news  ข่าวรายวัน  ปี 2560  เศรษฐกิจ 

เอกชนมองเศรษฐกิจไทยปี 2560 โตไม่ถึง 4% ตามเป้ารัฐบาล

111.jpg

รัฐหวังจีดีพี ปี 60 อาจโตได้ถึง 4% แต่เอกชนมองไม่ถึง

นักเศรษฐศาสตร์ภาคเอกชนและธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีระกาจะเติบโตไม่ถึง ร้อยละ 4 ตามเป้าสูงสุดที่กระทรวงการคลังและสภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ โดยความเสี่ยงทางการเมือง จะยังเป็นปัจจัยที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทย

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปเห็นพ้องว่า ในปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยสามารถประคองตัวได้ดีแม้ต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายประการทั้งจากภายในและภายนอก ส่วนแนวโน้มในปี 2560 ก็น่าจะยังอยู่ในโหมดของ การเติบโตต่อเนื่อง แต่อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจน่าจะยังอยู่ในระดับปานกลาง เนื่องจากยังมีปัจจัยความเสี่ยงหลายประการกดดันอยู่

222.jpg

ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในปีหน้าจะมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ และการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ในขณะที่การส่งออกแม้จะมีสัญญาณดีขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มผันผวนมากขึ้นตามภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนของไทยก็ยังไม่ได้แสดงภาพการฟื้นตัวที่ชัดเจนนัก

นอกจากนี้ อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไปก็คือปัจจัยการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังกันไว้ได้จริงหรือไม่

ประยุทธ์ ไม่ฟันธงเลือกตั้งปีนี้ อ้างขั้นตอนทางกฎหมาย

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2560 น่าจะขยายตัวได้ถึง 3.5 - 4% โดยจะมาจากนโยบายการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนที่จะออกมาในปีหน้า เช่น งบประมาณ 1 แสนล้านบาท ที่ให้กลุ่มจังหวัดนำไปพัฒนา รวมถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะทยอยออกมา ทั้งโครงการรถไฟใต้ดิน, รถไฟทางคู่, สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 และการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่ดีขึ้น รวมถึงการส่งออกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีด้วย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ประเมินว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้จะอยู่ในช่วง 3.0%-4.0% ซึ่งเป็นการเติบโตดีกว่าในปี 2559 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.2% และในปี 2558 ที่ 2.8%

333.jpg

ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะ "หวังสูง" กับแนวโน้มการเติบโตในปีนี้ แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กลับมีมุมมองที่ระมัดระวังมากกว่า โดยในรายงานเงินเฟ้อฉบับล่าสุดที่ออกมาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2559 ธปท. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะขยายตัวได้ 3.2% เท่ากับในปี 2559 ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ในภาคเอกชนส่วนใหญ่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโตอยู่ในช่วง 3.2-3.6%

"เราได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2560 ลงเหลือ 3.4% จากเดิมที่ 3.5% และมองว่ายังมี downside อยู่ แม้ว่าอัตราการขยายตัวของการบริโภคจะดีขึ้นเรื่อยๆ ตลอดปี 2559 แต่การลงทุนภาคเอกชนก็ยังคงเป็นตัวฉุด โดยเราคาดว่าอุปสงค์โดยรวมในภาคเอกชนจะโตแค่ 2.5% เท่านั้น แต่จากท่าทีในการใช้นโยบายการคลังในเชิงรุกของรัฐบาล ทำให้เราคาดว่า GDP ปีนี้น่าจะโตได้เกิน 3.2% (ประมาณการสำหรับปี 2559)" บริษัทหลักทรัพย์ DBS ระบุในบทวิเคราะห์ Economics Markets Strategy 1Q17

กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2559 เพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 18,911 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่สูงสุดในรอบ 9 เดือน ในขณะที่การนำเข้าเดือนพฤศจิกายน 2559 เพิ่มขึ้น 3.0% เป็น 17,368 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้เกินดุลการค้า 1,543 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นการเกินดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19

444.jpg

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ประเมินในเบื้องต้นว่า การส่งออกในปี 2560 มีแนวโน้มจะขยายตัวได้มากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 3% โดยอาจจะเติบโตถึง 3.5% เพราะในปี 60 มีแผนจะเจรจาขยายตลาดโดยใช้ความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ (Strategic Partnership) เจรจาเปิดตลาดการค้าการลงทุนกับประเทศเป้าหมายเพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ในปีที่แล้วได้เจรจากับจีนและอินเดียไปแล้ว และยังมีแผนที่จะขยายตลาดใหม่ที่มีโอกาสโดยลงลึกเป็นรายเมืองมากขึ้น

"มูลค่าการส่งออกในปีนี้น่าจะโตได้ 2.6% ในรูปสกุลดอลลาร์ และ 4.3% ในรูปสกุลบาท ซึ่งทำให้มูลค่าการส่งออกกลับมาโตเป็นบวกได้อีกครั้ง โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศผู้ผลิตน้ำมันทั้งในกลุ่มและนอกกลุ่ม OPEC รวมถึงสหรัฐอเมริกาด้วย" บล. เคจีไอ ระบุในบทวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจ

รัฐบาลคาดส่งออกไทยปีหน้าอาจโตได้ ถึง 3% แต่ SCB มอง 1.5%

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือปัจจัยด้านการเมือง ว่าประเทศไทยจะสามารถเปลี่ยนผ่านกลับไปสู่ระบบประชาธิปไตยได้อย่างราบรื่นตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งหากเกิดการเลือกตั้งขึ้นตามกำหนดก็จะช่วยฟื้นความมั่นใจของนักลงทุนให้กลับคืนมา และหนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น

"สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งรวมถึงความคลุมเครือในเรื่องการเลือกตั้ง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความมั่นใจในเรื่องของความต่อเนื่อง และประสิทธิภาพของนโยบายรัฐบาล" นาง อัมพิกา อาฮูยา นักวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมือง Eurasia Group ใน ลอนดอน กล่าวกับ บีบีซีไทย

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างเช่น แรงกดดันจากนโยบายการกีดกันการค้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งถึงปัจจุบันก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการดำเนินการอย่างเข้มข้นแค่ไหน กระบวนการที่สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และการเปลี่ยนผู้นำในประเทศเศรษฐกิจหลักอย่างฝรั่งเศส และเยอรมนี ซึ่งอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เกิดจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความแตกต่างของนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทผันผวน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอีกหลายๆ มิติด้วย

ดังนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณที่จะยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้ แต่ก็ยังไม่น่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่หวือหวาน่าตื่นเต้น ในขณะที่ยังมีปัจจัยความไม่แน่นอนทั้งจากภายในและภายนอกอีกหลายประการที่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ที่มา : BBC ไทย_http://www.bbc.com/thai/thailand-38507153?ocid=socialflow_facebook

Share this Post:
View article: 66