EU Flower

Keyword:     eu flower  eu-eco label  สิ่งทอ  สิ่งแวดล้อมสิ่งทอ 

นิเวศวิทยา > ฉลากสิ่งแวดล้อม (ECO LABELLING) > EU Flower

 

ฉลาก EU-Eco Label หรือ EU Flower

EU – Flower สำหรับผลิตภัณฑ์สิ่งทอของสหภาพยุโรป เป็นตราสัญลักษณ์ฉลากสิ่งแวดล้อมของทุกประเทศในสหภาพยุโรปที่แสดงให้เห็นว่า สินค้าเหล่านั้นมีการผลิตที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และพยายามลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบในการผลิต, กระบวนการผลิตเป็นสินค้า และผลกระทบของ คุณภาพสินค้าต่อผู้บริโภค ซึ่งมีข้อกำหนดในสินค้าหลายชนิด รวมถึงสินค้าสิ่งทอด้วย โดยข้อกำหนดใหม่ที่มีการประกาศใช้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2552 เพิ่มเติมสาระสำคัญในบางส่วนเพิ่มขึ้น ซึ่งข้อกำหนดเหล่านี้จะครอบคลุมตั้งแต่ การเลือกเส้นใยในการผลิตสินค้าสิ่งทอจากแหล่งผลิตเส้นใยที่คำ นึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, การเลือกใช้สารเคมีที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคน้อยที่สุด และคุณภาพของสินค้า สิ่งทอที่มีความปลอดภัยต่อผู้สวมใส่ โดยข้อกำหนดเหล่านี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ

1. ข้อกำหนดด้านเส้นใยสิ่งทอ (Textile Fibre Criteria)

2. ข้อกำหนดด้านกระบวนการผลิต และการใช้สารเคมี (Processes and Chemicals Criteria)

3. ข้อกำหนดด้านคุณภาพของการใช้งาน (Fitness for Use Criteria)

EU-Eco Label ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอ หรือ EU – Flower ต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่เส้นใย โดยเส้นใยที่ใช้งานต้องมีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เส้นใยฝ้ายที่ข้อกำหนดใหม่ระบุให้มีการใช้เส้นใยฝ้ายผสมที่มี สัดส่วนของฝ้ายอินทรีย์ (Organic Cotton) ตั้งแต่ 3 % ขึ้นไป ซึ่งข้อกำหนดส่วนนี้จะเป็นการลดการใช้สารเคมีที่ต้องใช้ ในการเพาะปลูกฝ้าย เพื่อลดผลกระทบต่อดินในพื้นที่เพาะปลูกฝ้าย และเกษตรกรผู้ปลูกฝ้ายด้วย หรือการควบคุมปริมาณ สารอันตรายในระหว่างการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ต่างๆ เช่น สารประกอบ Organotin และสาร Aromatic diisocyanates ในกระบวนการผลิตเส้นใย Elastane, สาร AOX ในการผลิตเส้นใย Man-made Cellulose หรือ สาร VOC ในการผลิต เส้นใยโพลีเอสเทอร์ เป็นต้น สำหรับในกระบวนการผลิตจะเน้นเรื่องของสารเคมีและสีย้อมที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน โดยการควบคุมสารเคมีที่ ใช้งานตั้งแต่กระบวนการปั่นเส้นใย, สารกำจัดแมลงระหว่างการจัดเก็บ, สีและสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการเตรียมผ้า การ ฟอก-ย้อมสี และการตกแต่งสำเร็จ รวมถึงการใช้น้ำ และพลังงานในการผลิตสินค้า และกระบวนการบำบัดน้ำเสียด้วย มีการกำหนดห้ามใช้สารเคมีที่มีข้อพิสูจน์ว่าเป็นสารอันตราย ซึ่งในอดีตมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในระหว่างกระบวนการผลิต เช่น สาร APEO, สาร Formaldehyde, สี Azo dyes ที่ต้องห้าม 24 ตัว เป็นต้น สำหรับคุณภาพของการใช้งานด้านสิ่งทอ มีการกำหนดคุณภาพของสินค้าสิ่งทอทั้งทางด้านกายภาพและทางเคมี เช่น คุณสมบัติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพหลังการซัก, คุณภาพความคงทนของสีต่อการซักและสภาวะอื่นๆ เช่น การขัดถู, แสง และเหงื่อ เพื่อให้ความปลอดภัยต่อผู้สวมใส่มากขึ้น

 

การติดฉลาก EU Flower เป็นมาตรการโดยสมัครใจของสหภาพยุโรป เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2535 ปัจจุบันครอบคลุมสำหรับกลุ่มสินค้า 26 ประเภท อาทิ อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าในครัวเรือน (เครื่องซักผ้า ตู้เย็น โทรทัศน์)  สินค้าอุปโภคในครัวเรือน กระดาษ ฟูกที่นอน สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ในขณะเดียวกันประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศได้พัฒนาฉลาก Eco-label ของตนเองมาเป็นเวลานานกว่านั้น อาทิ Blue Angel ในเยอรมนีซึ่งเริ่มปี ค.ศ. 1977 และครอบคลุมสินค้าหลายประเภท รวมทั้ง  

Nordic Swan ในประเทศสแกนดิเนเวียซึ่งเริ่มปี ค.ศ. 1989 EU Flower จึงมีความซ้ำซ้อนกับของประเทศสมาชิก EU อยู่ ดังนั้น ในกรณีที่สินค้าได้รับทั้งตรา EU Eco-label (EU Flower) และตรา Eco-label  ของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องติดตราทั้งสองเคียงข้างกัน

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่บริษัทสิ่งทอไทย 4 บริษัทแรก ได้รับการติดฉลาก EU Flower  ตั้งแต่ปี 2547 ได้แก่ บริษัท เอเชียไฟเบอร์ สำหรับสินค้าเส้นด้ายไนลอน  บริษัทอุตสาหกรรมรามาเท็กไทล์ สำหรับเส้นด้ายฝ้าย  บริษัททองไทยการทอ สำหรับสินค้าผ้าฝ้ายถักและเสื้อผ้าฝ้าย และบริษัทกรีนวิลเทรดดิ้ง สำหรับผ้าไหมทอผืน

 

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2552 ในที่ประชุม General Affairs and External Relation (รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิก EU) ได้รับรองร่างข้อเสนอของกฎระเบียบเกี่ยวกับการทบทวนการติดฉลาก EU Eco-label หรือ EU Flower ที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอ โดยกฎระเบียบใหม่ดังกล่าวจะแทนที่กฎระเบียบเดิมคือ 1980/2000/EC และจะประกาศใน Official Journal ของสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการต่อไป การทบทวนการติดฉลาก Eco-label (EU Flower) ที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการยุโรปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ

1) เพิ่มประสิทธิภาพของการติดฉลาก Eco-label (EU Flower) ของสหภาพยุโรป พัฒนาให้กระบวนการขอติดฉลากสะดวกขึ้น และลดความซ้ำซ้อนกับฉลาก Eco-label ของประเทศสมาชิกที่มีอยู่หรือสร้างสอดคล้องกันทางด้านเทคนิคให้มากขึ้น โดยมุ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ EU Flower เป็นผู้นำหรือ “front runner” ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดไว้ว่าเพียง 10-20% ของสินค้าทั้งหมดในแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์เท่านั้นที่จะได้รับ EU Flower

2) เพิ่มความเป็นที่รู้จักของ EU Flower ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปยอมรับว่ายังเป็นที่รู้จักไม่เพียงพอในหมู่ผู้บริโภค โดย (1) กำหนดให้ประเทศสมาชิก EU และคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดแผนปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มการใช้ EU Flower โดยการรณรงค์ให้ความรู้และข้อมูลแก่ผู้บริโภค ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก ผู้ให้บริการ ผู้ค้า และสาธารณชนทั่วไป (2) ส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลผ่าน EU Eco-Label เว็บไซต์ เกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานเรื่องนี้ และข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งที่จะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้ตรา EU Flower (3) เพิ่มขอบข่ายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถสมัครขอติดฉลาก EU Flower ให้กว้างมากขึ้น แต่ไม่รวมสินค้ายาที่ใช้กับมนุษย์และสัตว์ ทั้งนี้ เพื่อเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ผู้บริโภคยุโรปหันมาใช้ผลิตภัณฑ์และ  บริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้นอีก

3) ให้ความสำคัญกับการสร้างความสอดคล้องด้านเทคนิคกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม และฉลากด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ อาทิ ฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีพื้นฐานอยู่บนมาตรฐาน EN ISO 14024 (Type 1) ซึ่งช่วยลดขั้นตอนในกระบวนการขอตรา EU Flower

4) สินค้าที่ได้รับตรา EU Flower จะต้องเป็นสินค้าที่ไม่ใช้สารอันตรายตามกฎระเบียบ 1272/2008 ว่าด้วยการจำแนก ติดฉลาก และการบรรจุภัณฑ์ของสารและสารผสม (classification, labeling and packing of  substances and mixtures) และไม่ใช้สารที่กำหนดไว้ในมาตรา 57 ของกฎระเบียบ 1907/2006 หรือกฎระเบียบ REACH ของสหภาพยุโรป

5) นอกจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎระเบียบ Eco-label สำหรับสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ รวมทั้งสินค้าประมงและสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วย โดยจะดำเนินการศึกษาภายในสิ้นปี 2554 โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความเกี่ยวข้องระหว่างกฎระเบียบเรื่องสินค้า เกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรปและกฎระเบียบ Eco-label สำหรับสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ที่กำลังจะออกใหม่นี้ ไม่ให้มีความซ้อนซ้อนกันและสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภค โดยอาจมีการกำหนดให้สินค้าที่ได้รับการรับรองว่าตามกฎระเบียบสินค้าเกษตร สินค้าอินทรีย์เท่านั้นที่จะมีสิทธิขอรับการติดตรา EU Flower ได้

 

การทบทวนกฎระเบียบดังกล่าวมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ดังนี้

1) การลดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับการติดฉลาก EU Flower โดยเฉพาะสำหรับประเทศกำลังพัฒนาด้วย เพื่อดึงดูดให้มีการติดฉลาก EU Flower ให้มากขึ้น

- การลดค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Application fee)

สำหรับผู้ประกอบการขยาดย่อย หรือ Small and Medium Enterprises – SMEs และผู้ประกอบการจากประเทศกำลังพัฒนา ค่าธรรมเนียมแรกเข้าต้องไม่เกิน 600 ยูโร

สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดจิ๋ว หรือ Micro-enterprises ค่าธรรมเนียมแรกเข้าไม่เกิน 350 ยูโร

- การค่าธรรมเนียมรายปี (Annual fee) ต้องไม่เกิน 1500 ยูโร สำหรับการติดฉลาก EU Flower

สำหรับผู้ประกอบการขยาดย่อย หรือ Small and Medium Enterprises – SMEs และผู้ประกอบการจากประเทศกำลังพัฒนา ค่าธรรมเนียมรายปีต้องไม่เกิน 750 ยูโร

สำหรับ ผู้ประกอบการขนาดจิ๋ว หรือ Micro-enterprises ค่าธรรมเนียมไม่เกิน 350 ยูโร

 

อ่านข้อเสนอของกฎเกณฑ์การทบทวนการติดฉลาก EU Flower ได้ที่http://register.consilium.europa.eu/pdf/en/09/st03/st03626.en09.pdf

 

กฎเกณฑ์และข้อกำหนดใหม่ทางนิเวศน์วิทยา (เป็นรายสินค้า) สำหรับการขอติดฉลาก EU Flower

ในปี 2552 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ทยอยออกกฎเกณฑ์และข้อกำหนดทางนิเวศน์วิทยาชุดใหม่ สำหรับแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จะขอติดฉลาด EU Flower ซึ่งกฎเกณฑ์และมาตรฐานใหม่เหล่านี้จะถูกปรับใช้กับบริษัทที่เคยได้รับ EU Flower แล้วด้วยเมื่อมีการขอต่ออายุ และสำหรับบริษัทใหม่ที่จะขอติดตรา EU Flower ให้ใช้กฎเกณฑ์ใหม่เหล่านี้ อย่างไรก็ดี รายละเอียดแตกต่างกันตามแต่ละผลิตภัณฑ์

กลุ่มสินค้าที่คณะกรรมาธิการยุโรป ได้ออกกฎเกณฑ์ใหม่แล้ว ได้แก่

- ผลิตภัณฑ์ปูผนังแข็ง (hard covering) อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://news.thaieurope.net/content/view/3416/224/

- รองเท้า

- กระดาษทิชชู่

- สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://news.thaieurope.net/content/view/3397/224/

สำหรับข้อห่วงกังวลจากภาคเอกชนไทยเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และข้อกำหนดด้านนิเวศน์ วิทยาใหม่สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ได้แก่ ข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้เส้นใยฝ้าย โดยข้อกำหนดใหม่กำหนดว่าสินค้าสิ่งทอที่จะได้รับ EU Flower หากมีการใช้เส้นใยฝ้ายจะต้องใช้เส้นใยฝ้ายแบบอินทรีย์ หรือ organic cotton ไม่ต่ำกว่า 75-95% หรือต้องได้รับการรับรองมาตรฐาน ซึ่งผู้ประกอบการไทยให้ความเห็นว่าทำให้ราคาต้นทุนการผลิตสินค้าที่จะขอติด ฉลาก EU Flower ยิ่งมีราคาสูงขึ้นไปอีกจากเดิมที่สูงอยู่แล้ว เพราะราคา organic cotton มีราคาสูงมากในตลาด และยิ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสิ่งทอ EU Flower ยิ่งสูงมากขึ้น เข้าตลาดยุโรปยากยิ่งขึ้งไปอีก

[คัดลอกจากบทความ EU Flower Update 2009: การทบทวนกฎระเบียบ EU Flower และผลกระทบต่อธุรกิจไทย  http://news.thaieurope.net/content/view/3484/247/ ]

Share this Post:
จำนวนผู้เข้าชมบทความ: 178