"รับเหมา"แท็กทีม ชิง1.79ล้านล้าน "บิ๊กตู่"ลุยเต็มสูบเมกะโปรเจ็กต์

Keyword:     การลงทุน  สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม  เศรษฐกิจ  โครงการปี 2559 

ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1.79 ล้านล้านมาตามนัด จัดเต็มต้นปี′59 เทกระจาดยาว Q1-Q 4 วงเงิน 5.8 หมื่นล้าน บิ๊กรับเหมาจับคู่ชิงเค้ก บีโอไอตั้งเป้าเอกชนขนเม็ดเงินลงทุน 4.5 แสนล้าน ค่ายมือถือจุดพลุชิงตลาด 4G

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงกลางปี 2559 จะเห็นการประมูลโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของกระทรวงคมนาคม ระยะเร่งด่วน 20 โครงการ วงเงินลงทุนกว่า 1.79 ล้านล้านบาท ตามแผนที่วางไว้ โดยจะทยอยเปิดประมูลต่อเนื่อง มั่นใจว่าจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนการลงทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว และสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน 


"โครงการปี59 เป็นโครงการที่ค้างอยู่ มีรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าสีส้ม ชมพู เหลือง ม่วงใต้ แดงอ่อน มอเตอร์เวย์ ที่จะเร่งประมูลให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าจะให้ได้รับการอนุมัติครบทั้งหมด 10 สายทาง"


เปิดโพยโครงการพร้อมประมูล

นายอาคมกล่าวว่า รายละเอียดของโครงการมี 6 โครงการ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติแล้ว ได้แก่ มอเตอร์เวย์สายพัทยา-มาบตาพุด วงเงินลงทุน 20,200 ล้านบาท, บางปะอิน-โคราช 84,600 ล้านบาท จะเปิดประมูลให้เสร็จไตรมาส 1 และสายบางใหญ่-กาญจนบุรี 55,620 ล้านบาท จะประมูล เม.ย.-มิ.ย.นี้ 

โครงการพัฒนาและแก้ปัญหาความแออัดท่าเรือแหลมฉบัง มี 2 โครงการ คือ พัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง A วงเงิน 1,864 ล้านบาท และพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (STRO) 2,031 ล้านบาท จะประมูลให้แล้วเสร็จเดือน มี.ค. ส่วนรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) ขณะนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อยู่ระหว่างจัดทำราคากลาง 

รถไฟทางคู่ 6 สายเร่งด่วน เซ็นสัญญาแล้ว 2 สาย จะเริ่มก่อสร้างเดือน ม.ค.-ก.พ.นี้ คือ ฉะเชิงเทรา-คลอง 19-แก่งคอย 10,524 ล้านบาท และจิระ-ขอนแก่น 26,004 ล้านบาท อีก 4 สาย มูลค่า 92,020 ล้านบาท จะเร่งนำเสนอ ครม. และประมูลให้เสร็จเรียบร้อยในไตรมาสที่ 2 ปี 2559 ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 17,290 ล้านบาท, มาบกะเบา-จิระ 29,853 ล้านบาท ซึ่ง 2 สายนี้ผ่านอีไอเอแล้วจะเสนอ ครม.ประมาณ ม.ค.-ก.พ. ส่วนนครปฐม-หัวหิน 20,026 ล้านบาท และลพบุรี-ปากน้ำโพ 24,842 ล้านบาท กำลังแก้อีไอเอ คาดเสนอ ครม.เดือน ก.พ.-เม.ย. 2559

รถไฟฟ้า 5 สายตั้งแท่นรอ


สำหรับรถไฟฟ้ามี 5 สายใหม่ มูลค่าลงทุน 396,613 ล้านบาท จะเริ่มประมูลเดือน เม.ย. ได้แก่ สีส้ม 110,116 ล้านบาท สีชมพู (แคราย-มีนบุรี) 56,690 ล้านบาท และสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) 54,644 ล้านบาท ในเดือน ก.พ.จะเสนอคณะกรรมการ PPP ส่วนสีแดงอ่อน (บางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก) และสายสีแดงเข้ม (ช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง) 44,157 ล้านบาท เสนอ ครม.เดือน ม.ค. และสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) 131,003 ล้านบาท อยู่ระหว่างปรับแก้ไขรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) คาดว่าจะเสนอ ครม.เดือน เม.ย.เปิดประมูล ส.ค.นี้

ด้านสัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินต่อขยาย (บางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) 27 กม. เงินลงทุน 22,141 ล้านบาท จะใช้เวลา 9 เดือน คัดเลือกเอกชนตามขั้นตอนของ PPP Fast Track นับจากเดือน เม.ย. นอกจากนี้จะเร่งประมูลก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท เริ่มสร้างกลางปี 2559-2562 รองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคน/ปี ส่วนอู่ตะเภาจะเร่งพัฒนาศูนย์ซ่อมเครื่องบินระยะแรก ขณะนี้มีเอกชนจากต่างประเทศสนใจ อาทิ แอร์ฟรานซ์ ลุฟท์ฮันซ่า 

โครงการรถไฟไทย-จีนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด 873 กม. หลังจัดพิธีการเชิงสัญลักษณ์ที่สถานีเชียงรากน้อย ตั้งเป้าเดือน พ.ค.จะเริ่มก่อสร้างระยะรกกรุงเทพฯ-แก่งคอย-โคราช หลังมีข้อสรุปรูปแบบลงทุน สัดส่วนการลงทุน วงเงินกู้และอัตราดอกเบี้ย ขณะที่รถไฟความเร็วสูง 2 เส้นทาง จะให้เอกชนไทยมาร่วมลงทุนรูปแบบ PPP ได้แก่ กรุงเทพฯ-หัวหิน 94,673 ล้านบาท และกรุงเทพฯ-ระยอง 155,774 ล้านบาท จะเสนอ ครม.อนุมัติประมาณ มิ.ย. 2559


เซ็นสัญญาให้จบกลางปี

นายชาติชาย ทิพย์สุนาวี ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ปี 2559 จะเป็นปีแห่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม อย่างที่รัฐบาลกำหนดนโยบายไว้ มีประมูลแน่นอนรถไฟทางคู่ 4 สายที่เหลือ มอเตอร์เวย์ 3 สายจะเซ็นสัญญาให้เสร็จกลางปี ส่วนรถไฟฟ้า 5 สายใหม่จะทยอยเปิดประมูลตั้งต้นปี และคัดเลือกเอกชนลงทุน PPP ซึ่งรัฐบาลออกมาตรการ PPP Fast Track จะทำให้กระบวนการเร็วขึ้นเหลือ 9 เดือน คาดว่าจะเริ่มประมูล เม.ย. ในส่วนของสีชมพู สีเหลือง และสัญญาเดินรถสีน้ำเงิน และแล้วเสร็จปลายปี 2559 

ส่วนการก่อสร้างจะไปเริ่มต้นปี 2560 ส่วนรถไฟไฮสปีด 2 สาย ล่าสุดให้รถไฟจ้างที่ปรึกษาศึกษาการลงทุนรูปแบบ PPP ปี 2559 จากนั้น 3-4 เดือนส่งผลศึกษามากระทรวงเพื่อเห็นชอบไปเข้าคณะกรรมการ PPP ก่อนเข้า ครม. คาดว่าจะประมูลและได้ผู้รับเหมาปลายปี 2559 

"ปี59 จะเร่ง 20 โครงการออกมาได้ตามแผน มีบางโครงการจะเริ่มก่อสร้างปี"59 บางส่วนเริ่มปี"60" ปลัดคมนาคมกล่าว 


เปิดเค้กสุวรรณภูมิ-ถนนตัดใหม่ 

นายนิตินัย สิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กล่าวว่า ไทม์ไลน์การประมูลก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 5.1 หมื่นล้านบาท แบ่งประมูล 7 โครงการ ในเดือน ก.พ.นี้จะเริ่มได้ก่อน 2 โครงการ วงเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ งานระบบสาธารณูปโภค 2,560 ล้านบาท และลานจอดอุโมงค์ใต้ดิน ประมาณ 1.49 หมื่นล้านที่เหลือจะทยอยประมูลหลัง คตร.อนุมัติแล้ว จะเริ่มก่อสร้าง พ.ค. 2559-2562 จะนำเงินรายได้มาก่อสร้างทั้งหมด 

นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวเช่นเดียวกันว่า เดือน ม.ค. กรมทางหลวงชนบทจะมีโครงการใหญ่เปิดประมูล คือ ถนนต่อเชื่อมราชพฤกษ์ แนวเหนือ-ใต้ วงเงิน 9,061 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 สัญญา คาดว่าจะเซ็นสัญญาได้เดือน มี.ค. และก่อสร้างกลางปี 2559-2561


เงินลงทุนปีแรก 5.8 หมื่นล้าน

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า เงินลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 20 โครงการ วงเงิน 1.79 ล้านล้านบาท มาจากงบประมาณ 84,065 ล้านบาท หรือ 4.68% เงินกู้กว่า 1.25 ล้านล้านบาท หรือ 70.46% เอกชนลงทุน PPP 376,889 ล้านบาท หรือ 20.98% เงินรายได้ 55,502 ล้านบาท หรือ 3.09% และเงินกองทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 14,200 ล้านบาท หรือ 0.79% 

โดยจากกรอบวงเงินลงทุนในปี 2559 คาดว่าจะมีเม็ดเงินรวม 58,403 ล้านบาท แยกเป็นไตรมาส 1 จำนวน 1,808 ล้านบาท ไตรมาส 2 จำนวน 11,138 ล้านบาท ไตรมาส 3 จำนวน 20,239 ล้านบาท และไตรมาส 4 จำนวน 25,216 ล้านบาท 


3 บิ๊กรับเหมาพร้อมสุดขีด 

นายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เปิดเผยว่า ปี 2559 อยากให้รัฐบาลผลักดันงานประมูลขนาดใหญ่ออกมาให้ได้ตามแผน หลังจากปลายปีที่ผ่านมาเริ่มจะมีเปิดประมูลบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า สนามบิน ท่าเรือ เนื่องจากทุกโครงการมีความพร้อมจะประกาศประมูลอยู่แล้ว

"เราก็เตรียมพร้อมคนและเครื่องมืออยู่แล้วจะเข้าประมูลทุกงาน อยู่ที่ภาครัฐจะเร่งรัดออกมาได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งบริษัทยังสามารถรับงานใหม่ได้อีกประมาณ 1-2 แสนล้านบาท เพราะมีงานในมือทั้งงานก่อสร้างและงานที่พัฒนาเอง เช่น ทวาย มีมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท จะทยอยรับรู้ไปได้อีกหลายปี"


ITD ดึงจีน-ญี่ปุ่นร่วม 

ทั้งนี้ บริษัทสนใจก่อสร้างงานรถไฟไทย-จีน ที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลจีนเซ็น MOC ร่วมกันพัฒนาเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด จะร่วมกับบริษัท CRC ของจีน เท่าที่ติดตามโครงการถึงจะยังไม่ได้ข้อสรุปรูปแบบการลงทุน อัตราดอกเบี้ย เชื่อว่าจะจบและโครงการเกิดแน่ 

ส่วนรถไฟไทย-ญี่ปุ่นก็สนใจงานก่อสร้างทางคู่ จากกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-สระแก้ว-แหลมฉบัง อยู่ระหว่างหารือร่วมกับญี่ปุ่น อาจจะร่วมกันตั้งบริษัทเพื่อรับงานตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นและไทย จะตั้งเป็นบริษัทนิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV) ซึ่งอิตาเลียนไทยจะรับผิดชอบงานก่อสร้าง และให้บริษัทญี่ปุ่นเดินรถ ด้านรถไฟความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ น่าจะยังอีกนาน 

"ศักยภาพเราสามารถเข้าประมูลงานได้เดี่ยวอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจอยต์เวนเจอร์กับใคร ถ้าเราเกิดอยากจะรับเยอะ ต้องหาพาร์ตเนอร์เข้ามาช่วย ตอนนี้ยังไม่มีแผน แต่รัฐบาลชุดนี้มีนโยบายจะให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน PPP บางโครงการ เช่น รถไฟฟ้าระบบโมโนเรล 2 สาย คือสีชมพูและสีเหลือง ซึ่งเอกชนต้องหาเงินมาลงทุนก่อสร้างพร้อมกับเดินรถ บริษัทสนใจเฉพาะงานก่อสร้าง ต้องหาพันธมิตรมีความเชี่ยวชาญด้านการเดินรถมาร่วมด้วย กำลังเจรจากับบริษัทจากต่างประเทศมาร่วมลงทุน เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ยุโรป"

นายเปรมชัยกล่าวว่า บริษัทจะร่วมกับผู้รับเหมาพันธมิตรเดิมจากญี่ปุ่น คือทาเกนากะ และโอบายาชิ ร่วมประมูลก่อสร้างขยายสนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 วงเงินกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพราะมีประสบการณ์ก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิอยู่แล้ว 


ช.การช่าง-ช.ทวีฯประมูลทางคู่

ส่วนความเคลื่อนไหวของ ช.การช่าง นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานบริหาร บมจ.ช.การช่าง กล่าวว่า ปี 2559 ต้องการให้รัฐบาลทยอยประมูลโครงการออกมาอีกหลาย ๆ โครงการ และให้ทยอยเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมให้เร็วขึ้น อย่างน้อยเพื่อเรียกความมั่นใจ และก็โชว์ให้เห็นว่าทุกอย่างเดินหน้าแล้ว เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น มั่นใจว่ารัฐบาลจะผลักดันโครงการออกมามากขึ้น 

โดยบริษัทเตรียมความพร้อมทั้งแรงงาน มีโครงการทยอยสร้างเสร็จ เช่น สายสีม่วงสีเขียว ทางด่วน เขื่อนไซยะบุรี และเตรียมวิศวกรและวัสดุก่อสร้างไว้รองรับแล้ว เตรียมให้พร้อมประมูลงานรัฐที่ทยอยประกาศราคาออกมา มีทั้งรถไฟฟ้าหลายสี มอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ จะเข้าร่วมทุกโครงการ ส่วนสีชมพูกับเหลืองอยู่ระหว่างศึกษาว่าจะร่วมกับใคร 

"ได้ร่วมกับผู้รับเหมารายกลางอย่างบริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด เพื่อใช้จุดแข็งของกันและกันร่วมประมูลรถไฟทางคู่ทุกเส้น หลังได้ร่วมงานสายจิระ-ขอนแก่นแล้ว เพราะ ช.ทวีฯมีความเชี่ยวชาญงานของการรถไฟฯ เป็นการกระจายให้รายกลางและรายเล็กมีงานทำ"

บริษัทจะไม่เพิ่มคนที่เป็นพนักงานประจำ แต่เตรียมวิศวกรไว้ ทั้งนี้บริษัทยังสามารถรับงานได้ 4-5 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมีแบ็กล็อกเหลืออยู่ 9 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น อีก 2.3 หมื่นล้านบาท อยู่ที่กว่า 1 แสนล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ 3 ปี เฉลี่ยปีละกว่า 3.5 หมื่นล้าน ส่วนกำไรจากการก่อสร้างคาดว่าจะอยู่ที่ 3-4% และตั้งเป้าเติบโต 8-10% โดยคาดว่าปี 2559 จะมีรายได้รวมประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

นายเกษม โชควิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด กล่าวเสริมว่า บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหมอนรถไฟ พื้นที่ 20 ไร่ ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา มีกำลังการผลิตประมาณ 1,000 ชิ้น/วัน รองรับกับการก่อสร้างรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลจะเปิดประมูล และสายจิระ-ขอนแก่นที่บริษัทได้งานร่วมกับ ช.การช่าง 


ซิโน-ไทยฯสนร่วม PPP รถไฟฟ้า

ด้านนายภาคภูมิ ศรีชำนิ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กล่าวในทำนองเดียวกันว่า บริษัทพร้อมเข้าร่วมประมูลทุกโครงการที่รัฐจะเปิดประมูล คาดว่าจะมีการแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะโครงการใหญ่ที่ผ่านมาไม่มีเปิดประมูล ซึ่งบริษัทสนใจทั้งรับเหมาก่อสร้างและร่วมลงทุนแบบ PPP ที่รัฐให้เอกชนลงทุนตั้งแต่ก่อสร้างงานโยธาและเดินรถ ขณะนี้อยู่ระหว่างหาผู้ร่วมลงทุนรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลือง จะก่อสร้างเป็นระบบโมโนเรล และให้เอกชนลงทุนทั้งก่อสร้างและเดินรถในสัญญาเดียว 

"คุยกับผู้ผลิตรถไฟฟ้าหลายประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น เพราะเราไม่มีประสบการณ์เดินรถ แต่เชี่ยวชาญงานโครงสร้างรถไฟฟ้า ในปี"59 คาดว่ารายได้บริษัทจะกลับมาเติบโตขึ้นเล็กน้อย จากปีนี้น่าจะเท่ากับปี"57 ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท"


BTS เตรียมเงินสด 6.8 หมื่นล้าน

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ BTSC กล่าวว่า บริษัทมีความพร้อมทั้งคนและเงินทุนที่จะเข้าไปลงทุนโครงการรถไฟฟ้าตามที่รัฐบาลกำลังเร่งรัด ทั้งการเดินรถสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-คูคต และแบริ่ง-สมุทรปราการ ลงทุนก่อสร้างและเดินรถสายสีชมพูและสีเหลือง การเดินรถขนส่งสินค้ารถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น-แหลมฉบัง ซึ่งบริษัทสนใจลงทุนให้รัฐบาลก่อนทั้งก่อสร้างและเดินรถ

"บริษัทมีเงินสดพร้อมลงทุน 2 หมื่นล้านบาท และสิทธิ์การออกหุ้นกู้อีก 4.8 หมื่นล้านบาท รวม 6.8 หมื่นล้านบาท จะรองรับการลงทุนโครงการเป็นแสนล้านบาท รอดูเงื่อนไขทีโออาร์ที่รัฐบาลจะกำหนด" นายสุรพงษ์กล่าว


ค่ายมือถือบูมลงทุนหลายหมื่น ล.

หลังจากจบการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz และ 1800 MHz ที่ กสทช.จัดขึ้นเมื่อปลายปี บรรดาโอเปอเรเตอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างระดมเงินลงทุนสำหรับปี 2559 อย่างเต็มที่ โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ได้เตรียมเงินลงทุนไว้ 55,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี สำหรับการสร้างโครงข่าย 4G ที่ดีในระดับอาเซียน 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนยังไม่ได้สรุป แต่จะไม่น้อยกว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่ใช้เงินลงทุนโครงข่ายราว 40,000 ล้านบาท

นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า การลงทุนของบริษัทในปี 2559 จะไม่น้อยกว่าในปีที่ผ่านมา ซึ่งใช้เงินลงทุนโครงข่ายกว่า 20,000 ล้านบาท 

ด้านนายพิชญ์ โพธารามิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล เตรียมเงินลงทุนสำหรับขยายโครงข่ายของบริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ ที่ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz ไว้ที่ 20,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนโครงข่ายใน 3 ปี


BOI ตั้งเป้า 4.5 แสนล้าน

รายงานข่าวจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ตั้งเป้าขอรับส่งเสริมการลงทุนปี 2559 ไว้ที่ 450,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นชอบแล้ว ขณะที่คำขอรับส่งเสริมการลงทุน 10 เดือน (มกราคม-ตุลาคม 2558) อยู่ที่ 179,635 ล้านบาท เพิ่ม 2 เท่าตัว สาเหตุที่ BOI มั่นใจการลงทุนจะเพิ่มขึ้นมาจาก 1) ปีที่ผ่านมา รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ระยะ 7 ปี (2558-2564) ส่งผลให้นักลงทุนชะลอยื่นคำขอรับการส่งเสริม เมื่อชุดมาตรการถูกประกาศออกมาจนหมดช่วงเดือนธันวาคม 2558 เชื่อว่า ไตรมาส 1/59 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะทยอยเข้ามาเพิ่มมากขึ้น 2) การออกโรดโชว์ประเทศเป้าหมาย เริ่มจากญี่ปุ่น เดือนพฤศจิกายน การต้อนรับ Thailand-China Business นำโดย Mr.Wang Yong, State Counselor จีนในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ BOI ยังมีโปรแกรมจัดโรดโชว์ตลาดครึ่งปีแรกของปี 2559

ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมการลงทุนใหม่ของ BOI ประกอบไปด้วย 1) สิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนในคลัสเตอร์ ซึ่งแบ่งออกเป็น ซูเปอร์คลัสเตอร์ (อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดิจิทัล ยานยนต์ ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์) จะได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี และลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี "ยกเว้น" อากรขาเข้าเครื่องจักร กับคลัสเตอร์อื่น ๆ (อุตฯ สิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม เกษตรแปรรูป/อาหาร หุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน) ได้รับสิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคล 3-8 ปี และลดหย่อนภาษี 50% เพิ่มเติมอีก 5 ปี รวมถึง "ยกเว้น" อากรขาเข้าเครื่องจักร โดยมีเงื่อนไข คือ ต้องร่วมมือกับสถาบันการศึกษา/สถาบันวิจัย/Center of Excellence เพื่อพัฒนาบุคลากรและยกระดับเทคโนโลยี ขณะเดียวกันต้องยื่นขอรับส่งเสริมภายในปี 2559 และต้องมีรายได้ครั้งแรกภายในปี 2560 เพื่อเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยเร็ว

2) สิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แบ่งออกเป็น 2 ระยะ (10 จังหวัด 23 อำเภอ 90 ตำบล) โดยระยะที่ 1 ได้แก่ จังหวัดาก-สระแก้ว-ตราด-มุกดาหาร-สงขลา-หนองคาย ระยะที่ 2 ได้แก่ เชียงราย-กาญจนบุรี-นครพนม-นราธิวาส จะได้รับสิทธิประโยชน์ กิจการเป้าหมาย (13 กลุ่มอุตสาหกรรม) "ยกเว้น" ภาษีเงินได้สูงสุด 8 ปี และลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% อีก 5 ปี ส่วนกิจการทั่วไปตามบัญชีกิจการที่ให้การส่งเสริม (จำแนกเป็นกลุ่ม A1, A2, A3, A4, B1, B2) จะได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้เพิ่มเติม 3 ปี

จากเกณฑ์ปกติ กรณีได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้ 8 ปีแล้ว (กลุ่ม A1 และ A2) ให้ได้ลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% อีก 5 ปี

3) มาตรการเร่งรัดการลงทุน สำหรับโครงการที่ยื่นคำขอตั้งแต่ 1 มกราคม 2557-30 มิถุนายน 2559 โดยจะต้องเริ่มการผลิต/บริการและมีรายได้ภายในปี 2560 ให้มีผลบังคับใช้เฉพาะกิจการที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีเงินได้นิติบุคคล ดังนี้ ผู้ประกอบการที่ลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 70% ของเงินลงทุนไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียน จะได้สิทธิประโยชน์ "ยกเว้น" ภาษีเพิ่มเติม 4 ปี+ลดหย่อน 50% 5 ปี

ผู้ประกอบการที่ลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 50% ภายในเดือนมิถุนายน 2559 "ยกเว้น" ภาษีเพิ่มเติม 3 ปี+ลดหย่อน 50% 5 ปี, ผู้ประกอบการที่ลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 50% ภายในเดือนธันวาคม 2559 "ยกเว้น" ภาษีเพิ่มเติม 2 ปี+ลดหย่อน 50% 5 ปี และผู้ประกอบการที่ลงทุนจริงไม่ถึง 50% ภายในปี 2559 แต่สามารถผลิต/บริการและมีรายได้ภายในธันวาคม 2560 จะได้รับการ "ยกเว้น" ภาษีเพิ่มเติม 1 ปี (สำหรับพื้นที่ทั่วไป) หรือ 2 ปี (เขตเศรษฐกิจพิเศษ)

นับตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศยุทธศาสตร์การส่งเสริมการลงทุนในระยะ 7 ปี (2558-2564) เน้นส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณค่าต่อประเทศ และส่งผลดีต่อสังคม

ที่มา http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1451968523  

 

Share this Post:
View article: 167