" Thailand Grand Living "

Keyword:    

            อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ประกอบด้วยอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม และหัตถกรรมพื้นบ้าน ซึ่งในอุตสาหกรรมแต่ละด้านมีระดับการพัฒนาและสร้างมูลค่าที่แตกต่างกัน เมื่อวิเคราะห์ตามระดับการพัฒนาและศักยภาพการแข่งขันสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

1. กลุ่ม New Wave ได้แก่ เคหะสิ่งทอ หัตถกรรม ซึ่งยังเป็นกลุ่มที่ยังมีขนาดเล็ก มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบต่ำ แต่มีอัตราการส่งออกขยายตัวสูง หากมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และมีตลาดที่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มสูงต่อไปในอนาคต

2. กลุ่ม Rising Star ได้แก่ สิ่งทอ สิ่งทอเทคนิค เป็นกลุ่มที่มีอัตราการขยายตัวดีและมูลค่าตลาดค่อนข้างสูงมาก และไทยค่อนข้างมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบสูง (Revealed Comparative Advantage--RCA) ซึ่งควรจะต้องรักษาไว้ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และขยายตลาดไว้อย่างต่อเนื่อง

3. กลุ่ม Question Mark ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม  สำหรับกลุ่มนี้ไทยค่อนข้างมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบต่ำ แต่ยังมีมูลค่าตลาดส่งออกสูง และเมื่อพิจารณาเชิงลึกถึงเสื้อผ้าแต่ละประเภทจะเห็นได้ว่าเสื้อผ้าบางกลุ่มยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ในขณะที่บางประเภทจะต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือตลาด แม้แต่การส่งเสริมให้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ 

 

            ทั้งนี้ในภาพรวมของการสร้างรายได้จากการส่งออกของทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวมีมูลค่าการส่งออกในปี 2553 จำนวนทั้งสิ้น  8,255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยนำเอกลักษณ์ภูมิปัญญาไทย การคิดค้นนวัตกรรม และการออกแบบ ที่สอดคล้องกับรสนิยมของตลาดเป้าหมาย และมีการพัฒนาตลาดโดยต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการพัฒนาสินค้าให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ และกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หากได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นเพียงพอ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะสามารถเพิ่มมูลค่าการส่งออกมาสู่ระดับมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นเป้าหมายที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย และสามารถเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออกในอาเซียนซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยจากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 10  

           โครงการวิถีไทยก้าวไกลสู่แฟชั่น (Thailand Grand Living) จัดทำขึ้นโดยมีกรอบแนวคิดในการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยใช้การตลาดนำการผลิต  โดยมีเป้าประสงค์ในการเพิ่มขีดความสามารถให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโดยใช้การวิจัยและพัฒนา  นวัตกรรม การพัฒนานักออกแบบ  ไปจนถึงการพัฒนาตลาด และแสวงหาโอกาสจากสินค้าทางวัฒนธรรม เนื่องจากกระแสความต้องการสินค้าเชิงวัฒนธรรมได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านอารยธรรมของมนุษย์จากการปฏิวัติทางการเกษตร อุตสาหกรรม และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และสารสนเทศ ปัจจุบันโลกได้เข้ายุคแห่งการปฏิวัติทางอารยธรรมอีกครั้ง  นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงวิธีการคิดของผู้คนที่มีต่อสังคมและโลก โดยจะเป็นยุคความคิดเชิงสร้างสรรค์ มรดกทางวัฒนธรรม ตลอดจนการดูแลรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อมจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญในอารยธรรมมนุษย์ยุคต่อไป จากบริบทของโลกที่ก้าวไปสู่ทิศทางดังกล่าว อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยซึ่งนับเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศทั้งในระดับอุตสาหกรรมและระดับวิสาหกิจชุมชน  สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ได้เป็นอย่างดี  เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์และความโดดเด่นทางวัฒนธรรมที่โลกรับรู้ โดยเฉพาะความเป็น ”สยาม” ที่ขึ้นชื่อกันว่าเป็นเมืองที่ผู้คนมีอัธยาศัยดี จิตใจเอื้ออารี (Hospitality) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั่วโลก นี่ถือเป็นตัวอย่างวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาอารายะประเทศ นอกจากเรื่องวัฒนธรรมแล้ว ไทยยังมีงานศิลปะและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและโดดเด่นที่จะสามารถนำมาประยุกต์ใช้และสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย อีกทั้งไทยยังมีเชื่อเสียงที่ดีในเรื่องการเป็นฐานผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่มีคุณภาพและมีการผลิตครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบกับวิถีชีวิตของชุมชนไทยจำนวนมากยังคงผูกพันและดำรงชีพจากรายได้จากการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่น ไหม และผ้าพื้นเมือง ซึ่งเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้สามารถช่วยสร้างภาพลักษณ์แก่ประเทศให้เอื้อต่อการส่งออกสินค้าวัฒนธรรม (Country-of-origin or Made-in Effect) ในสาขาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มและยังเกื้อหนุนแก่อุตสาหกรรมการท่องเทียวเชิงวัฒนธรรม (Cultural Tourism) ให้เติบโตควบคู่กันไปอย่างเข้มแข็ง หากมีการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องและแข็งขันผ่านความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ประกอบการ และชุมชน ซึ่งปัจจุบันเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภาพลักษณ์ของตราสินค้า

         โดยสาเหตุที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยควรเร่งหาจุดยืนในการพัฒนาและนำเสนอสินค้าของตัวเองใหม่โดยใช้วัฒนธรรมและคุณค่าทีมีต่อสังคมเป็นตัวนำ เนื่องจากปัจจุบันการแข่งขันอย่างรุนแรงระหว่างประเทศได้นำไปสู่การแข่งขันทางราคา และผู้ประกอบการไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ประกอบกับทางภาครัฐได้ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยการขึ้นค่าครองชีพให้แก่ภาคแรงงาน ดังนั้นทางออกที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย คือ การพยายามเพิ่มมูลค่าสินค้าโดยการสร้างความแตกต่างทางสินค้าและบริการ การทบทวนและศึกษาสภาพแวดล้อมของผู้บริโภค และมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าจากประเทศไทย จะช่วยเพิ่มความเข้าใจในการทำตลาดสินค้าวัฒนธรรมดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งส่งเสริมและดำเนินการเพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก โครงการวิถีไทยก้าวไกลสู่แฟชั่น (Thailand Grand living) นี้จัดทำขึ้นโดยมีความคิดเพื่อที่จะผลักดันทั้งอุตสาหกรรมฐานรากหรือวิสาหกิจชุมชนซึ่งเกี่ยวพันกับผู้คนเป็นจำนวนมากให้เติบโต สร้างงาน สร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องการปรับเปลี่ยนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทั้ง SMEs และอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ให้หลุดพ้นจากวงจรที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านการแข่งขันจากค่าจ้างแรงงานที่สูงและราคาสินค้าต่ำ โดยอาศัยกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกดังกล่าวและการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการผลิตโดยใช้ฐานความรู้ของสินค้าและบริการทั้งจากแบบดั้งเดิมและแบบร่วมสมัย ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ  เพื่อผลิตสินค้าที่มีความหมายเชิงสังคมและวัฒนธรรม  เพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้คนและชุมชนในขณะที่ต้องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด  โดยการพัฒนาจะเริ่มตั้งแต่ การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมแฟชั่น วัตถุดิบ เครื่องจักรเทคโนโลยี การออกแบบผ้า นวัตกรรมทางด้านงานผ้า คุณภาพ และมาตรฐานโดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม จนกระทั่งกลายเป็นผลงานด้านแฟชั่น และอีกเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ เรื่องของการสร้างเรื่องราว (Story) และภาพลักษณ์ของประเทศซึ่งความสำคัญไม่น้อยไปกว่าภาพลักษณ์ของตราสินค้า เพราะยิ่งระดับของตลาดโลกมีความเป็นโลกาภิวัฒน์มากเท่าใด ผลกระทบของภาพลักษณ์ประเทศแหล่งกำเนิดที่มีต่อพฤติกรรมผู้บริโภคก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้นมากเท่านั้นและเมื่อตลาดมีการเปิดการค้าเสรีมากขึ้น ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะใช้ข้อมูลของภาพลักษณ์ ประเทศแหล่งกำเนิดมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งหากอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทยจะยังคงสามารถแข่งขันได้และได้รับการยอมรับในเวทีโลก ภาคอุตสาหกรรมและภาครัฐจะต้องรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของทิศทางโลกดังกล่าวและความปรารถนาของมนุษย์ซึ่งมีรากฐานมาจากความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระบวนการทางอุตสาหกรรมแฟชั่นและการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะต้องมีการวางแผนและขับเคลื่อนไปพร้อมกัน

Share this Post:
View article: 159