แบรนด์เนมดัง ‘โค้ช’ ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ทาเพสทรี’ ยกระดับเป็น ‘แฟชั่นเฮาส์’

Keyword:     matichononline  news  ข่าวรายวัน  มติชนออนไลน์ 

แบรนด์เนมดัง ‘โค้ช’ ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ทาเพสทรี’ ยกระดับเป็น ‘แฟชั่นเฮาส์’

hp1-807x420.jpg

http://world.coach.com/

 

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทผู้ผลิตกระเป๋าแบรนด์เนมหรู โค้ช อิงค์ เสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความไม่พอใจต่อตลาดหุ้นวอลสตรีทและโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมด้วยการประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น ทาเพสทรี อิงค์ จากการที่บริษัทพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ค้าปลีกที่มีสินค้าหลากหลายแบรนด์มากยิ่งขึ้น

 

ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงร่วงลงมากถึง 3 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเปิดการซื้อขายภาคเช้า ที่นักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นผลมาจากผลงานที่แข็งแกร่งของหุ้นคู่แข่งอย่างแอลวีเอ็มเอช (หลุยส์วิตตอง) เมื่อวันก่อนหน้าและการเทขายหุ้นในภาคสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นวงกว้างในวันถัดมา

 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม โซเชียลมีเดียมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงต่อการเปลี่ยนชื่อบริษัทอายุ 76 ปีซึ่งเป็นที่รู้จักดีครั้งนี้ โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์จำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของบริษัทที่เปลี่ยนให้ทาเพสทรี อิงค์เป็นโฮลดิ้งคอมพานีที่เป็นเจ้าของแบรนด์โค้ช, เคท สเปด และสจวร์ต ไวท์ซแมน

 

อย่างไรก็ตาม นายวิกเตอร์ หลุยส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของโค้ชระบุว่า ปฏิกิริยาของโซเชียลมีเดียนั้นเกินจริงไป โดยระบุว่า “คำวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียนั้นผิดที่ผิดทางไปเพราะผู้คนคิดว่าเราเปลี่ยนชื่อแบรนด์ของโค้ชไป ซึ่งเราไม่ได้ทำ มันเป็นการสร้างบริษัทใหม่ขึ้นมาสำหรับโค้ชที่เป็นหนึ่งในหลายๆ แบรนด์ของบริษัทเท่านั้น”

 

โค้ชก่อตั้งขึ้นที่แมนฮัตตันเมื่อปี 1941 และได้เติบโตเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประสบความสำเร็จจากกระเป๋าถืออันเป็นที่ปรารถนาของผู้หญิงนักช้อปที่มีฐานะทั่วโลก

 

โค้ชซื้อกิจการของเคท สเปดเมื่อต้นปีในราคา 2,400 ล้านดอลลาร์ และบริษัทผู้ผลิตรองเท้าสจวร์ต ไวท์ซแมนเมื่อปี 2015 เป็นการขยายฐานทางธุรกิจขึ้นเป็นแบรนด์แฟชั่นเฮาส์แทนที่จะเป็นผู้ผลิดกระเป๋าถือเพียงอย่างเดียว

 

บริษัทแถลงว่า การเปลี่ยนชื่อจะมีผลในวันที่ 31 ตุลาคม และบริษัทจะซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กด้วยตัวอักษรย่อ ทีพีอาร์ (TPR) แทนที่จะเป็นซีโอเอช (COH) เช่นเดิม

 

ที่มา: มติชนออนไลน์ - https://www.matichon.co.th/news/694012

 

Share this Post:
View article: 14